🕒 : เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00 - 20.00 น.

ลมพิษเรื้อรังคันไม่เลือกเวลา | 22 Square Clinic

ทำไมเป็นลมพิษเรื้อรังถึงน่าเป็นห่วง?

ในคลินิกของผม มีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่ผมเห็นแล้วรู้สึกเป็นห่วงเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะโรคอันตราย แต่เพราะพวกเขาเหนื่อยใจเหนื่อยกับการไม่รู้ว่าวันนี้ผื่นจะขึ้นไหม เหนื่อยกับการต้องพกยาแก้แพ้ไว้ทุกที่ และเหนื่อยกับคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดว่า “หมอครับ มันเกิดจากอะไรกันแน่?”

คนกลุ่มนั้นคือคนที่เป็น “ลมพิษเรื้อรัง” ครับ

โรคนี้พบในประชากรทั่วโลกประมาณ 15–25% ที่เคยเป็นลมพิษอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต แต่ที่ผมอยากให้สนใจมากกว่าคือ กลุ่มที่เป็นแล้วเป็นอีก เป็นซ้ำบ่อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องนานกว่า 6 สัปดาห์ นั่นแหละครับที่เรานิยามว่า “ลมพิษเรื้อรัง” (Chronic Urticaria)

ทำความรู้จักกับ "ลมพิษ"

ผมมักบอกคนไข้ว่า ลมพิษไม่ใช่แค่ “ผื่นขึ้น” ธรรมดาครับ แต่มันคือสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายกำลังตอบสนองเกินพิกัด เมื่อมีสิ่งกระตุ้น เซลล์มาสต์ (Mast cells) และเบโซฟิล (Basophils) ใต้ผิวหนังจะปล่อยสาร Histamine ออกมา ทำให้เกิดผื่นนูนแดง คันแสบ

 

ลักษณะผื่นที่ต้องสังเกต

  • ผื่นนูนแดง/ชมพู ขอบชัด ขนาดเล็กถึงใหญ่กว่าฝ่ามือ
  • คันมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน จนนอนไม่หลับ
  • แต่ละตุ่มหายใน 24 ชม. แต่ขึ้นใหม่ที่อื่นแทน
  • ไม่ตกสะเก็ด ไม่มีน้ำเหลือง แยกจากแพ้สัมผัส/เชื้อรา

 

อาการบวมที่ไม่ควรมองข้าม

มีผู้ป่วยบางรายที่นอกจากผื่นแล้ว ยังมีอาการบวมลึกในชั้นผิวหนัง (Angioedema) มักเกิดที่ริมฝีปาก เปลือกตา มือ เท้า โดยเฉพาะถ้าบวมบริเวณลำคอ

ลมพิษเรื้อรัง กับ ลมพิษ เฉียบพลัน แตกต่างกันยังไง?

การแบ่งประเภทตามระยะเวลาสำคัญมากครับ เพราะบ่งบอกแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

  • ลมพิษเฉียบพลัน (Acute) น้อยกว่า 6 สัปดาห์ มักมีสาเหตุชัดเจน เช่น แพ้ยา แพ้อาหาร ติดเชื้อไวรัส รักษาไม่ยากและหายได้เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
  • ลมพิษเรื้อรัง (Chronic) มากกว่า 6 สัปดาห์ ผื่นขึ้นบ่อยกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์ ต่อเนื่องนานกว่า 6 สัปดาห์ อาการลมพิษเรื้อรังต้องการการดูแลจากแพทย์อย่างจริงจัง

 

โรคผื่นลมพิษเรื้อรังชนิดไม่ทราบสาเหตุ หรือ Chronic Spontaneous Urticaria (CSU) 

  • ผื่นขึ้นและสามารถหายเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นชัดเจน
  • เชื่อมโยงกับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune)
  • มักต้องการการรักษาต่อเนื่อง

 

โรคผื่นลมพิษเรื้อรังที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นเฉพาะ หรือ Chronic Inducible Urticaria (CIndU)

  • Dermographism : ขีดผิวแล้วเป็นรอยนูน
  • Cold Urticaria : สัมผัสความเย็น
  • Cholinergic : เหงื่อออก/ออกกำลังกาย

ตัวการที่ทำให้เกิด "ลมพิษเรื้อรัง"?

ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เราไม่สามารถหาสาเหตุได้ชัดเจน (Idiopathic) แต่มีปัจจัยและกลไกที่น่าสงสัยดังนี้ครับ

  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune) : โปรตีนภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นไปโจมตีเซลล์หรืออวัยวะของตนเอง (Autoantibodies) ไปกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกัน (Mast cells) โดยตรง ทำให้ร่างกายเกิดการโจมตีตัวเอง
  • การติดเชื้อเรื้อรัง : เชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อาศัยและฝังตัวอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร (Helicobacter pylori) , โรคปริทันต์หรือการอักเสบและติดเชื้อของอวัยวะรอบตัวฟัน, เชื้อราประเภทเยสต์ที่อาศัยอยู่บนร่างกายมนุษย์ตามธรรมชาติ (Candida) , ไวรัสตับ , พยาธิ
  • โรคต่อมไทรอยด์ : โดยเฉพาะภาวะต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Hashimoto’s Disease)
  • ความเครียด (Stress response) : กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกัน (Mast cells) ผ่านสายโซ่สั้นๆ ของกรดอะมิโนที่ทำหน้าที่เป็นโมเลกุลส่งสัญญาณในระบบประสาท (Neuropeptides)
  • อาหารและสารเติมแต่ง : การแพ้อาหารจริงๆ เป็นสาเหตุน้อยกว่า 5% แต่สารบางอย่างกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกัน (Mast Cells) ได้ เช่น กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Salicylates) , สีผสมอาหาร, สารกันบูด, แอลกอฮอล์

 

  • ข้อควรระวัง : ให้แพทย์พิจารณาว่าควรตรวจอะไร และอย่างดอาหารทุกอย่างที่ “ดูเสี่ยง” โดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์

อาการเตือนที่ต้องรีบไปหาหมอทันที

มีบางอาการที่ “ไม่ควรรอ” และ “ไม่ควรกินยาแก้แพ้เองแล้วนอนต่อ” ภาวะฉุกเฉินไปห้องฉุกเฉินทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้ :

  • บวมที่คอ ลิ้น หรือริมฝีปากอย่างรวดเร็ว
  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือเสียงแหบกะทันหัน
  • ความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด หรือเป็นลม
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • หลายอาการพร้อมกัน อาจเกิดภาวะภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันที่เป็นอันตรายถึงชีวิต (Anaphylaxis) หากเกิดกรณีนี้ต้องรีบไปหาหมอฉุกฌแินทันที (ER)

 

ภาวะ Anaphylaxis ต้องรักษาด้วยยาฉุกเฉิน (epinephrine) ไม่ใช่ยาแก้แพ้ธรรมดา ซึ่งถ้ามีประวัติแพ้รุนแรง ควรพกยาชนิดนี้ติดตัวเอาไว้นะครับ

วิธีการตรวจรักษา

ผมมักจะเริ่มการตรวจด้วยการ “ฟัง” ก่อนเสมอครับ เพราะประวัติการเจ็บป่วยที่ละเอียด มักให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์มากกว่าผลเลือดทั้งหมดรวมกันเสียอีก

โดยขั้นตอนการวินิจฉัยหลักๆ จะมีดังนี้ครับ:

การซักประวัติ (ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด)
  • ลักษณะและระยะเวลา: ผื่นเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ขึ้นช่วงเวลาไหนของวัน และเป็นอยู่นานแค่ไหน

  • ปัจจัยกระตุ้น: อาการกำเริบเมื่อเจอกับสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่ เช่น อาหาร ยา ความเครียด อากาศเย็น หรือหลังออกกำลังกาย

  • ประวัติการใช้ยา: โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้ปวดอักเสบ (NSAIDs) หรือยาลดความดันโลหิต (ACE inhibitors)

  • ประวัติสุขภาพ: โรคประจำตัวของผู้ป่วยเอง และประวัติความเจ็บป่วยของคนในครอบครัว

การตรวจเลือดเบื้องต้น
  • การประเมินทั่วไปและการอักเสบ: ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) และดูค่าการอักเสบในร่างกาย (ESR, CRP)

  • การทำงานของต่อมไทรอยด์: ตรวจหาความผิดปกติผ่านค่า TSH, Free T4 และ Anti-TPO

  • การตรวจหาสาเหตุแฝงอื่นๆ: ตรวจระดับภูมิแพ้ (Total IgE) และหาเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร (H. pylori)

  • การตรวจโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune): หากแพทย์มีข้อสงสัยเพิ่มเติม จะมีการตรวจค่า ANA และ Anti-dsDNA

การทดสอบปฏิกิริยาบนผิวหนัง
  • Skin Prick Test (SPT): การสะกิดผิวหนังเพื่อทดสอบหาสารก่อภูมิแพ้

  • ASST (Autologous Serum Skin Test): การทดสอบภาวะแพ้ภูมิตัวเอง (พบผลบวกได้ประมาณ 40–60% ในผู้ป่วยกลุ่มนี้)

  • Dermographometry: การทดสอบปฏิกิริยาความไวของผิวหนังเมื่อเกิดการขีดข่วน

 

แนวทางการรักษา

หลักการสำคัญของการรักษาคือการเริ่มจากวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดก่อน หากอาการยังไม่ควบคุม จึงค่อยๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นของการรักษาขึ้นตามลำดับครับ:

ขั้นที่ 1: ยาแก้แพ้กลุ่มที่ 2 (2nd Generation Antihistamines)

เป็นทางเลือกแรกที่มีความปลอดภัยสูง มักรับประทานเพียงวันละ 1 ครั้ง และหากมีความจำเป็น แพทย์สามารถสั่งปรับเพิ่มขนาดยาได้สูงสุดถึง 4 เท่า ตัวยาที่นิยมใช้ ได้แก่:

  • Cetirizine (10 mg): เป็นตัวยาที่แพทย์สั่งจ่ายบ่อยที่สุด

  • Loratadine (10 mg): มีผลข้างเคียงเรื่องอาการง่วงซึมน้อย

  • Fexofenadine (120/180 mg): แทบไม่มีผลข้างเคียงเรื่องอาการง่วงเลย

  • Bilastine (20 mg): เป็นยารุ่นใหม่ที่ออกฤทธิ์ได้ค่อนข้างเร็ว

ขั้นที่ 2: การเพิ่มขนาดยา (Up-dosing)

หากรับประทานยาในขั้นที่ 1 แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แพทย์จะปรับเพิ่มขนาดยาแก้แพ้ขึ้นเป็น 2–4 เท่าตัว (เช่น เพิ่มยา Cetirizine จากวันละ 1 เม็ด เป็น 2–4 เม็ดต่อวัน ตามความเหมาะสม)

ขั้นที่ 3: ยาทางเลือกเสริม (Montelukast)

เป็นยากลุ่มต้านลิวโคไตรอีน (Leukotriene) ซึ่งอาจนำมาใช้ควบคู่เพื่อเสริมฤทธิ์ของยาแก้แพ้ มักได้ผลดีเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่มักมีอาการผื่นกำเริบจากการใช้ยาแก้ปวดอักเสบกลุ่ม NSAIDs

ขั้นที่ 4: ยาชีววัตถุ (Omalizumab หรือ Xolair)

หากรักษาด้วยยารับประทานแล้วยังควบคุมอาการไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาฉีด Omalizumab ซึ่งเป็น Monoclonal antibody ที่เข้าไปต่อต้านสารก่อภูมิแพ้ (IgE) โดยตรง

ประสิทธิภาพ: ฉีดทุกๆ 4 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วย 60–70% มีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขั้นที่ 5: ยากดภูมิคุ้มกัน (Cyclosporin)

สงวนไว้สำหรับกรณีที่ดื้อยาขั้นรุนแรง หรือมีสาเหตุมาจากภาวะแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune)

ข้อควรระวัง: แม้จะได้ผลดี แต่จำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะต้องคอยติดตามผลข้างเคียงด้านความดันโลหิตและการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดยา Omalizumab (Xolair)

  • ต้องฉีดไปตลอดชีวิตหรือไม่?

ไม่จำเป็นครับ แพทย์จะประเมินการตอบสนองทุกๆ 3–6 เดือนเพื่อพิจารณาปรับลดหรือหยุดยา

  • ราคาสูงไหม?

ยามีราคาค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันมียาทางเลือก (Generic) ผลิตออกมาแล้ว และในบางกรณีอาจสามารถเบิกใช้ในสิทธิบัตรทองได้

  • มีความปลอดภัยแค่ไหน?

มีความปลอดภัยสูง (Good safety profile) และมีข้อมูลการติดตามผลการใช้จริงในระยะยาวมามากกว่า 10 ปี

  • ต้องฉีดกี่เข็มถึงจะเริ่มเห็นผล?

การตอบสนองขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล บางรายเห็นผลดีขึ้นตั้งแต่เข็มแรกที่ฉีด ในขณะที่บางรายอาจต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนจึงจะเห็นผลเต็มที่

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ลมพิษเรื้อรังหายได้ไหมครับ?

หายได้ครับ แต่ใช้เวลา งานวิจัยพบว่า 50% ของผู้ป่วย CSU หายเองภายใน 1 ปี และ 80% หายภายใน 5 ปี แต่ระหว่างนั้นก็ต้องการยาเพื่อควบคุมอาการให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ บางรายหายสนิทหลังได้รับ Omalizumab ด้วยซ้ำครับ

ต้องงดอาหารทะเลทุกชนิดเลยไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไปครับ อาหารทะเลไม่ใช่สาเหตุหลักของลมพิษเรื้อรังในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เว้นแต่จะตรวจพบว่าแพ้จริงๆ ผมไม่แนะนำให้งดอาหารที่มีคุณค่าโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์รองรับนะครับ

กินยาแก้แพ้นานๆ จะเสพติดไหม?

ยาแก้แพ้รุ่น 2 ไม่ก่อให้เกิดการเสพติดครับ แต่ถ้าหยุดยาทันทีในรายที่เป็นหนัก อาการอาจกำเริบได้ ผมมักค่อยๆ ลดขนาดยาลงเมื่ออาการดีขึ้น ไม่หยุดทีเดียวครับ

ลมพิษจากความเครียดรักษาได้ไหม?

ได้ครับ แต่ต้องรักษาควบคู่กันทั้งยาและการจัดการความเครียด ผมมักแนะนำให้ลอง Mindfulness หรือพบนักจิตวิทยาคลินิกร่วมด้วยในกรณีที่ความเครียดเป็นปัจจัยหลัก

ผื่นลมพิษกับผื่นแพ้ (Eczema) ต่างกันอย่างไร?

ต่างกันพอสมควรครับ ลมพิษแต่ละตุ่มหายเองภายใน 24 ชั่วโมง ไม่ตกสะเก็ด ไม่มีน้ำเหลือง ส่วน Eczema หรือโรคผิวหนังอักเสบมักอยู่นานกว่า ผิวแห้ง ตกสะเก็ด และชอบอยู่บริเวณข้อพับ
download 2 1024x896 1

ข้อความจากหมอแบงค์

“…ลมพิษเรื้อรังเป็นโรคที่อยู่กับผู้ป่วยได้นาน และกระทบชีวิตประจำวันอย่างที่หลายคนไม่ได้คาดคิดครับ แต่ด้วยความก้าวหน้าของการแพทย์ปัจจุบัน เราควบคุมโรคนี้ได้ดีกว่าเดิมมาก

สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ก็คือ อย่ารักษาเองอยู่คนเดียวนานเกินไปครับ เพราะลมพิษเรื้อรังในแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีรักษาที่ได้ผลก็แตกต่างกัน การหาสาเหตุและวางแผนที่เหมาะกับตัวคุณต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ครับ…”

22 Square Clinic : The Home of Skin Expertise.

เพราะความงามของคุณ สมควรได้รับการดูแลจากบ้านที่เข้าใจผิวของคุณที่สุด
 Because your beauty deserves a home

Related Posts

เกลื้อน VS กลาก ต่างกันอย่างไร? | 22 Square Clinic

โรคสะเก็ดเงินเกิดจากอะไร อาการเป็นอย่างไร รักษาหายไหม ยาทาสะเก็ดเงินมีอะไรบ้าง พร้อมเคสผู้ป่วยจริงที่รักษาด้วย Biologics จนผื่นหายเกือบหมด โดยแพทย์ผิวหนัง 22 Square

Read More »

โรคสะเก็ดเงินรักษาหายไหม? สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และเคสจริงที่ผื่นหายด้วย Biologics | 22 Square Clinic

โรคสะเก็ดเงินเกิดจากอะไร อาการเป็นอย่างไร รักษาหายไหม ยาทาสะเก็ดเงินมีอะไรบ้าง พร้อมเคสผู้ป่วยจริงที่รักษาด้วย Biologics จนผื่นหายเกือบหมด โดยแพทย์ผิวหนัง 22 Square

Read More »