สวัสดีค่ะ หมอจิ๊บเองนะคะ 😊 วันนี้หมออยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ จากประสบการณ์ตรงของหมอเลยว่า… เวลาคนไข้ถามบ่อยมากว่า “หมอคะ ฟิลเลอร์เกาหลีกับยุโรปต่างกันยังไง แล้วควรเลือกตัวไหนดี?” จริง ๆ แล้วคำตอบมันไม่ได้มีแค่ “ตัวไหนดี” ค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับว่า “เราอยากได้อะไรจากการฉีด” และ “สภาพผิวของเราเหมาะกับแบบไหนมากกว่า”
ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจฟิลเลอร์กันก่อน
ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ที่หมอใช้ในคลินิก จะเป็น Hyaluronic Acid (HA) หรือกรดไฮยาลูรอนิก ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในผิวเราตามธรรมชาติค่ะ หน้าที่หลักคือเก็บความชุ่มชื้นและพยุงผิวให้เต่งตึง
เวลานำมาทำเป็นฟิลเลอร์ จะผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Crosslinking (การเชื่อมขวางโมเลกุล) เพื่อให้เจลอยู่ได้นานขึ้นและมีความแน่น เหมาะกับจุดต่าง ๆ บนใบหน้า เช่น บางจุดต้องการยกพยุง บางจุดต้องการความนุ่มละมุน
เวลาหมอเลือกฟิลเลอร์ หมอจะดูค่าทางกายภาพหลายอย่าง เช่น
- G′ (จีไพรม) = ค่าความแข็งแรงของเจล ยิ่งสูงยิ่งพยุงได้ดี เหมาะกับจุดที่ต้องการสร้างโครงหน้า
- Cohesivity (โคฮีซิวิตี้) = การเกาะตัวของเจล ถ้าเกาะตัวดีจะเนียนและไม่แยกชั้น
- Hydrophilicity (ไฮโดรฟิลลิซิตี้) = ความสามารถในการดูดน้ำ ถ้าดูดน้ำน้อยจะบวมน้อยหลังฉีด
พูดง่าย ๆ คือ ฟิลเลอร์แต่ละตัว “มีคาแรกเตอร์ของมัน” หมอเลยต้องจับคู่ให้เหมาะกับผิวและเป้าหมายของคนไข้แต่ละคนค่ะ
Restylane (ยุโรป) 🇪🇺 : เจลแน่น ยกดี อยู่มานาน
ถ้าพูดถึงแบรนด์ยุโรปที่คนไข้คุ้นชื่อที่สุด คงหนีไม่พ้น Restylane จากสวีเดนค่ะ เป็นฟิลเลอร์ที่อยู่ในวงการมานานกว่า 20 ปี และมีงานวิจัยรองรับเยอะมาก
Restylane จะมี 2 เทคโนโลยีหลัก ๆ ที่หมอใช้บ่อย:
- NASHA® Technology: เจลแน่นมาก G′ สูง ยกพยุงดี บวมน้อย เหมาะกับงานโครงหน้า เช่น โหนกแก้ม คาง กราม หรือสันจมูก
- OBT™ Technology (Optimal Balance Technology): เจลยืดหยุ่นกว่า เหมาะกับบริเวณที่ขยับบ่อย เช่น ร่องแก้ม รอบปาก หรือริมฝีปาก เพราะจะไม่แข็งตึงเกินไปเวลายิ้ม
รุ่นใหม่ ๆ อย่าง NASHA HD™ หรือ SHAYPE™ ก็ถูกพัฒนาให้ “แข็งแรงขึ้น แต่ยังเนียน” เหมาะกับงานที่ต้องการมิติหน้าแน่น ๆ เช่น กรอบหน้าหรือคางค่ะ
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ นะคะ — ถ้าอยากได้ฟิลเลอร์ที่ “ยกดี คงรูป” และ “บวมช้ำน้อย” หมอจะนึกถึง Restylane ก่อนเสมอ
อีกอย่างที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ Restylane มีทุกรุ่นครบทุกความต้องการ ตั้งแต่เนื้อแน่นไปจนถึงเนื้อนุ่มละเอียด ดังนั้นจริง ๆ แล้ว “จะฉีดส่วนไหนของหน้า” ก็ใช้ Restylane ได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าหมอเลือกสูตรไหนให้ค่ะ
Lorient (เกาหลี) 🇰🇷 : เนียน ละมุน เหมาะกับผิวบอบบาง
ส่วน Lorient เป็นฟิลเลอร์จากเกาหลีที่หมอเริ่มใช้บ่อยขึ้นในช่วงหลัง เพราะให้ฟีลที่ต่างจาก Restylane ค่ะ
จุดเด่นของ Lorient คือ “แรงกดฉีดต่ำ” หมายความว่าหมอสามารถฉีดได้อย่างนุ่มนวล ไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อมาก เหมาะกับคนที่ผิวบางหรือกังวลเรื่องบวม–ช้ำหลังทำ
Lorient จะมีหลายเบอร์ เช่น No.2 / No.4 / No.6 แต่ละเบอร์ต่างกันที่ความแน่นของเจล
- 2 → นุ่มสุด ใช้ใต้ตา ริมฝีปาก หรือจุดที่ต้องการกลืนผิวมาก ๆ
- 4 → เหมาะกับร่องแก้ม มุมปาก หรือบริเวณที่มีการขยับ
- 6 → เจลแน่นขึ้น เหมาะกับการเติมวอลลุ่มที่แก้มหรือคาง
โดยรวมแล้ว Lorient จะให้ผลลัพธ์ที่ ผิวดูเนียนเรียบ ละมุน บวมช้ำน้อย และกลืนผิวได้ดีมาก ค่ะ
หมอเลือกยังไงในแต่ละตำแหน่ง
หมอจะดูจาก 3 ปัจจัยหลักเลยค่ะ: เนื้อเยื่อ, การเคลื่อนไหว, และเป้าหมายของคนไข้
บริเวณ | เหมาะกับแบรนด์ | เหตุผล |
โหนกแก้ม / คาง / กรอบหน้า | Restylane NASHA / SHAYPE | ต้องการยกพยุงแน่น ไม่บวมมาก เหมาะกับโครงหน้าและคนที่อยากได้มิติชัด ๆ |
ร่องแก้ม / ริมฝีปาก / มุมปาก | Restylane OBT / Lorient No.4 | ต้องการความยืดหยุ่น เคลื่อนไหวแล้วดูธรรมชาติ |
ใต้ตา / ร่องน้ำตา | Lorient No.2 | ผิวบาง ต้องการกลืนผิว ไม่เงา ไม่บวม |
หน้าผาก / ขมับ | Lorient No.4 หรือ Restylane OBT | ต้องการความเรียบและไหลเนียนตามรูปหน้า |
บางเคส หมอจะ “ผสมทั้งสองแบรนด์” เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เช่น ใช้ Restylane ยกฐาน แล้วใช้ Lorient เกลี่ยขอบให้เนียนค่ะ
พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ ที่ 22 Square Clinic
เพราะความงามของคุณ สมควรได้รับการดูแลจากบ้านที่เข้าใจผิวของคุณที่สุด
Because your beauty deserves a home
เรื่องราคา — ปัจจัยที่ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น
หลายคนเวลาเลือกฟิลเลอร์ จะคิดว่าของยุโรปต้องแพงกว่ามาก ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ผิดค่ะ แต่หมออยากให้เข้าใจภาพรวมไว้แบบนี้:
แบรนด์ | ราคาโดยประมาณต่อซีซี | จุดเด่น |
Restylane (ยุโรป) | เริ่มประมาณ 12,000–18,000 บาท/ซีซี | มีรุ่นครอบคลุมทุกจุดบนใบหน้า ตั้งแต่เนื้อแน่นยกโครงถึงเนื้อนุ่มเกลี่ยขอบ คุณภาพสม่ำเสมอและอยู่ได้นาน |
Lorient (เกาหลี) | เริ่มประมาณ 7,000–10,000 บาท/ซีซี | เหมาะกับคนเริ่มต้น ผิวบอบบาง หรืออยากลองก่อน ราคาย่อมเยากว่าแต่คุณภาพมาตรฐาน CE/KFDA |
ดังนั้น ถ้าคนไข้เน้นคุณภาพระดับพรีเมียมและอยากได้ผลที่คงตัวนาน หมอจะแนะนำ Restylane แต่ถ้าอยากเริ่มต้นแบบเบา ๆ ธรรมชาติ ไม่อยากลงทุนเยอะในครั้งแรก Lorient ก็เป็นตัวเลือกที่ดีมากค่ะ
เรื่องความคงตัวและความปลอดภัย
โดยทั่วไป ฟิลเลอร์อยู่ได้ประมาณ 9–18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิด ตำแหน่ง และพฤติกรรมการใช้หน้า (ถ้าขยับเยอะจะสลายเร็วขึ้น)
ทั้งสองแบรนด์ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย เช่น CE / KFDA / FDA และต้องฉีดโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์เท่านั้นนะคะ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน หมอจะเตรียม Hyaluronidase (เอนไซม์สลายฟิลเลอร์) ไว้เสมอในคลินิก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคนไข้ทุกเคส
หมอจิ๊บสรุปให้ฟังง่าย ๆ
ถ้าอยากได้ ยกดี โครงชัด บวมช้ำน้อย อยู่ได้นาน → หมอแนะนำ Restylane NASHA / SHAYPE / OBT
ถ้าอยากได้ ฟีลละมุน กลืนผิว เหมาะกับผิวบาง ราคาย่อมเยา → ลองดู Lorient
และอย่าลืมว่า Restylane มีทุกรุ่นครบทุกส่วน ดังนั้นจริง ๆ แล้วจะเลือกแบรนด์ไหน หมอจะเป็นคนออกแบบให้เหมาะกับหน้าและงบของแต่ละคนมากกว่า
สุดท้าย หมออยากให้ทุกคนมองว่าการเลือกฟิลเลอร์ไม่ใช่แค่เลือกยี่ห้อ แต่คือการออกแบบผลลัพธ์ที่เหมาะกับใบหน้าเราจริง ๆ ค่ะ





